เครื่องบินรถกระป๋องของงูดินรุ่นที่เก้า

จากการที่เครื่องบินรุ่นที่แปดตกน้ำป๋อมแป๋มทำให้ต้องถอดแผงวงจรออกมา ประกอบกับผมอยากทำเครื่องบินกระป๋องแบบสเกลเครื่องบินรบสมัยสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งปีกอยู่ด้านล่างดูบ้าง คงจะสวยดี แม้จะบินยากขึ้นอีกหน่อย แต่ก็ไม่น่ามีปัญหา เดิมว่าจะทำเครื่องบินสปิตไฟร์ของอังกฤษหรือไม่ก็มัสแตง P-51 ของสหรัฐอเมริกา แต่พอดีไปอ่านหนังสือแทงโก้ฉบับเดือนกรกฎาคม 2545 มีเรื่องที่ญี่ปุ่นบุกฐานทัพอากาศสหรัฐอเมริกาในพม่าช่วงต้นสงคราม ซึ่งที่ฐานทัพนั้นใช้เครื่องบิน P-40 C/S อยู่ครับ และมีรูปด้วย ผมก็เลยเอามาวาดเป็นแบบแปลนคร่าว ๆของเครื่องบินรุ่นที่เก้าครับ

ฝีมือผมพอดูได้ไหมครับเนี่ย

เดิมกะไว้ว่ากางปีก 24 นิ้ว กว้าง 6 นิ้ว ลำตัวยาว 18 นิ้ว สัดส่วนเดียวกับรุ่นที่เจ็ดครับ เพราะติดใจในความคล่องแคล่วครับ

การติดปีกด้านล่างนั้น ต้องออกแบบลำตัวซับซ้อนขึ้นหน่อย โดยแผ่นพื้นที่จะติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ จะอยู่ในแนวกลางลำตัวค่อนไปด้านล่าง เพื่อให้เหลือพื้นที่ด้านล่างลำตัวเอาไว้เจาะช่องติดตั้งปีกครับ

ลำตัวดูอ้วนหน่อย

สำหรับปีกผมลองสร้างโดยวิธีใหม่ครับ คือให้มีมุมยกที่กลางปีกเลย โดยทำปีกแยกซ้ายขวาถูกับขอบโต๊ะให้โค้งเป็น airfoil แล้วมาประกบกันทำมุมยกตรงกลาง ด้วยการติดกาวแล้วทับด้วยแผ่มโฟมโค้งด้านบน โดยที่ไม่มี rib ใต้ปีกเลยครับ ทำเสร็จแล้วดูไม่ค่อยแข็งแรงเลยแฮะ

แพนหาง พยายามวาดให้ใกล้เคียงเครื่องบิน P-40 ให้มาก แต่ก็พยายามรักษาพื้นที่หางไว้ตามสัดส่วนเครื่องบินเล็ก

ตัวถังเสร็จแล้ว ดูดีไม่หยอก อ้อ รุ่นนี้ผมไม่ติดล้อครับ อยากให้เวลาบินแล้วดูสวย ๆ และอีกประการหนึ่งคือ ถ้าติดล้อก็ต้องติดที่ปีกจึงจะเหมือนเครื่องบินจริง ซึ่งทำยากมากครับ ผมก็เลยคิดว่ายอมให้เครื่องตกแล้วปีกพัง ทำปีกใหม่ยังง่ายกว่า (ผมทำปีกแค่ครึ่งชั่วโมงเอง)

อุปกรณ์วิทยุเอามาจากรุ่นที่แปดครับ หลังจากอาบน้ำคลองมาแล้ว ก็ยังใช้การได้ดี

ส่วนมอเตอร์ใช้มอเตอร์โม ขนาด 2 แอมป์

การทำแกนเฟืองมอเตอร์ เดิมผมใช้แผ่นอลูมิเนียมจากกระป๋องเบียร์มาม้วน ๆ เป็นหลอดแล้วใส่ลูกปืน แต่เห็นคุณจ้อนบอกใน webboard ของ weekendhobby ว่า ใช้ก้านเสียบลูกโป่งมาทำแทนได้เลย

ผมก็เลยลองซื้อมาทำดูครับ โอ้โห จริงด้วย ก้านเสียบลูกโป่งมีลักษณะเป็นหลอดพลาสติกยาว ๆ ตัดออกมาให้ยาวเท่าตัวมอเตอร์ แล้วเอาลูกปืนใส่หัวท้ายได้พอดีเลย ไม่ต้องมาตัดกระป๋องเบียร์แล้วม้วนเป็นหลอดให้ยุ่งยาก แถมสวยกว่าด้วย

ใบพัดขนาด 5x4 นิ้ว จากรุ่นที่แปดเหมือนกัน

ผลการบิน

การ first flight ปรากฏว่า พอเครื่อง take off จากมือ ก็หัวทิ่มลงดินด้วยความเร็วสูงมากครับ บินหัวปักอยู่สองสามหน ผมก็เอากลับมาคิดว่าปัญหาจะอยู่ที่ไหน ดูแล้วน่าจะเป็นเพราะมุมเงยหน้าปีกมีน้อยไป ทำให้เครื่องบินลงดินแทนที่จะบินขึ้นฟ้า ก็เลยจัดการเอาคัตเตอร์คว้านใต้ลำตัวตรงที่ติดปีกให้ด้านหน้าโค้งสูงขึ้นไปอีก มองด้านข้างจะเห็นเป็นมุมเฉียงประมาณเกือบสิบองศา

เอาไปบินใหม่ โอ้โฮ คราวนี้บินขึ้นปร๋อเลยครับ เร็วมาก เพราะปีกอันนี้ค่อนข้างจะบาง แถมไม่มี rib ด้วย แล้วก็หัวไวจริง ๆ การทรงตัวเหรอครับ แย่มาก ต้องมือไว ตาไว ไม่งั้นพาลจะเอียงปีกลงดินอยู่เรื่อย และรู้สึกว่าปีกจะแข็งแรงไม่พอ เพราะสังเกตเห็นขณะบินเปลี่ยนทิศทางนั้น ปีกจะแอ่นขึ้นมากเลยครับ และในโค้งสุดท้ายที่สุดก็ หัวปัก จากระดับสูงประมาณ 10 ฟุต

สภาพหลังเครื่องตกครับ

ใบพัดไม่หักครับ แต่ลำตัวตั้งแต่หัวไปถึงห้องนักบินแตกเป็นแนวยาว จัดการดึง ๆ ปะ ปะ เอากาวยาแนว ยึดด้วยสก๊อตเทป สิบนาทีก็ปิ๊งเหมือนเดิมครับ

ปัญหายังอยู่ที่ปีก ผมก็เลยกลับไปทำปีกด้วยวิธีเดิมแบบรุ่นที่เจ็ด และคิดว่าน่าจะขยายปีกให้ยาว 30 นิ้ว เพื่อให้ทรงตัวดีขึ้นจะได้บินง่าย ๆ กับรีโมทรถกระป๋องหน่อย

กว่าจะซ่อมแซมและทำปีกใหม่เสร็จเรียบร้อยก็มืดพอดีครับ ปีกใหม่ ยาว 30 นิ้ว กว้าง 6 นิ้ว rib ใต้ปีก 2 อัน มุมยกปลายปีกข้างละ 6 นิ้ว ยกสูง 3 นิ้ว

ยังไม่ได้ลองบินเลยครับ แค่จับพุ่ง ๆ อยู่ในบ้าน รู้สึกว่ามีแรงยกดีกว่าปีกเดิมเยอะ การบินน่าจะดีขึ้นกว่าเดิมมาก

ขอให้สนุกครับ

4 สิงหาคม 2545

ngoodinja@hotmail.com

แหล่งซื้อมอเตอร์จิ๋ว ที่บ้านหม้อ

วันนี้ผมต้องไปทำธุระที่สนามหลวง พอตอนเที่ยงก็เลยแว๊ป ไปบ้านหม้อ เพื่อหาซื้อมอเตอร์จิ๋วตามที่เพื่อน ๆ แนะนำว่าที่นี่ราคาถูกกว่าที่สะพานเหล็ก แต่ไม่ได้บอกว่าร้านไหน ผมก็ไปเดินๆ หา เจอเลยครับ ร้านนี้มีมอเตอร์จิ๋วและมอเตอร์ทุกชนิดที่ใช้กับเครื่องเล่นเทป CD เครื่องเล่นจานเสียง ฯลฯ อีกมากมายในราคาถูกมากครับ ร้านนี้ชื่อร้านไพศาลอีเลคโทรนิค อยู่ถนนอัษฎางค์คือถนนเลียบคลองหลอดครับ ใกล้ๆแยกสะพานมอญ ติด ๆ กับร้านณัฐพงษ์นั่นแหละครับ

มอเตอร์จิ๋วนั้นคือมอเตอร์ขับเคลื่อนหัวอ่าน CD ที่ภาษาช่างเรียกว่า มอเตอร์สไลด์ ครับ ที่นี่ขายราคาตัวละ 25 บาท ซึ่งขายพร้อมชุดเฟืองด้วยครับ (เทียบกับที่ผมซื้อที่สะพานเหล็กเมื่อสี่เดือนก่อน ตัวละตั้ง 120 บาท ไม่มีชุดเฟือง และไม่ยอมลดสักสลึง) นอกจากนี้ยังมีมอเตอร์แปลก ๆ ราคาถูกให้นักประดิษฐ์อย่างเราเอาไปทดลองเล่นมากมายเลยครับ

สองตัวด้านขวาคือมอเตอร์จิ๋วครับ ตัวละ 25 บาท พร้อมเฟือง กินกระแส idle 40mA ซึ่งผมใช้เป็นตัวบังคับหางเสือได้ดีมาก ส่วนมอเตอร์ตัวที่สองจากซ้ายคือมอเตอร์ su-020 ที่คุณ emodeler กรุณาส่งมาให้ทดสอบครับ กินกระแส idle 250mA ตัวเล็กแต่ขาเป็นคาร์บอนเสียด้วยครับ เสียแต่ว่าน้ำหนักเยอะไปนิดนึง ทดลองป้อนไฟดูรอบน่าจะต้องใช้ไฟ 6 โวลต์ ขึ้นไปพร้อมทดเฟืองจึงจะพอขับใบพัดได้ แต่ยังไม่ได้ลองติดตั้งกับเครื่องบินจริงครับ

ตัวทางซ้ายสุดคล้าย ๆ มอเตอร์ฟอลคอนไหมละครับ ราคาแค่ 35 บาท ผมเลยซื้อมาทดลองดู กินกระแส idle 25mA เท่านั้นเอง และหมุนด้วยรอบต่ำมาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีแรงบิดมหาศาลเลยครับ ใช้มือจับแกนมอเตอร์จนแน่นแล้วยังไม่หยุดหมุนเลย ผมว่าแม่เหล็กคงจะแรงมาก ถ้าเอามาโมให้กินกระแส idle สัก 2 แอมป์ น่าจะแรงมากเลยครับ

เนื่องจากผมมีเวลาน้อย จึงไม่ได้ไปเดินหาร้านอื่น ๆ อีกครับ อาจจะมีร้านที่ถูกกว่านี้ก็ได้ แต่ผมว่าราคานี้สำหรับผมก็สมเหตุสมผลแล้วครับ สำหรับการซื้อมาลองเป็นของเล่น

ขอให้สนุกครับ

5 สิงหาคม 2545

ngoodinja@hotmail.com

กำลัง กระแสไฟฟ้า ขนาดใบพัด อัตราทดเฟือง กับมอเตอร์เครื่องบินรถกระป๋อง

การเลือกใช้ใบพัด อัตราทดเฟือง ชนิดของมอเตอร์ มีผลต่อกำลังที่ได้ ปกติเครื่องบินไฟฟ้าทั่วไปจะมีสูตรอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักที่จะทำให้เครื่องบินมีกำลังเพียงพอที่จะบินได้ดี โดยแบ่งตามประเภทของเครื่องบิน เพราะเครื่องบินแต่ละประเภทต้องการกำลังแตกต่างกัน เช่น เครื่องร่อน ต้องการกำลังน้อยกว่า เครื่องบินผาดแผลง เป็นต้น โดยทั่วไปแล้วกำลังที่เหมาะสมกับเครื่องบินไฟฟ้าส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 50 วัตต์ ต่อ ปอนด์ หรือ 100 วัตต์ ต่อ กิโลกรัม หมายความว่า ถ้าเครื่องบินมีน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ก็ควรเลือกมอเตอร์ ใบพัด อัตราทดเฟือง ให้มีอัตราการกินกำลังไฟฟ้าโดยรวม 100 วัตต์ แต่หากเครื่องบินน้ำหนักเบาลงมาก็เทียบบัญญัติไตรยางค์ลงมาตามส่วน

สำหรับเครื่องบินรถกระป๋อง จะต้องใช้กำลังเท่าไร ผมขอยกตัวอย่างเครื่องบินรุ่นที่เจ็ด ปัจจุบันผมเพิ่มถ่านเป็น 4 ก้อน ใช้ใบพัด 7 นิ้ว เฟืองทด 36 ต่อ 9 มอเตอร์ hyperdash2 น้ำหนักรวม 150 กรัม วัดกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้ามอเตอร์ขณะติดเครื่องได้ 5 แอมป์ ลองมาคำนวณดูเล่น ๆ ว่าอัตรากำลังต่อน้ำหนักเป็นเท่าไร

ตามสูตร กำลัง = แรงดัน x กระแส

= 4 x 5 (แรงดันใช้ 4 โวลต์ แทนที่จะเป็น 4.8 โวลต์ เพราะคิดเผื่ออัตราสูญเสียในรูปของความร้อนและความต้านทานในถ่านไว้ด้วย จึงเทียบถ่าน 1 ก้อน เท่ากับ 1 โวลต์)

= 20 วัตต์

อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก = 20 วัตต์ ต่อ 150 กรัม

= 20x1000/150

= 133.33 วัตต์ ต่อ กิโลกรัม

จะเห็นได้ว่า อัตราส่วน กำลังต่อน้ำหนักที่ได้ ก็เป็นไปตามสูตรที่กำหนดของเครื่องบินไฟฟ้าทั่วไปนั่นเอง

สูตรดังกล่าวเป็นสิ่งที่ช่วยในการตัดสินใจเลือกใช้ใบพัด มอเตอร์ เฟืองและ จำนวนถ่านที่เหมาะสมกับความต้องการ เช่น หากต้องการให้เครื่องบินมีกำลังดี ก็เลือกให้กำลังวัตต์สูง ๆ โดยเลือกใบพัดขนาดใหญ่ขึ้น มอเตอร์กินกระแสมากขึ้น เฟืองอัตราทดน้อยลง หรือเพิ่มถ่านมากก้อนขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับอายุการใช้งานของมอเตอร์ และระยะเวลาการบินที่จะสั้นลง

เครื่องบินรถกระป๋องรุ่นที่เก้าปรับปรุงปีกใหม่

จากปีกอันเดิมที่ไม่มี rib แม้จะมีแรงต้านอากาศน้อยทำให้บินได้เร็ว แต่ก็บังคับยาก และไม่แข็งแรง ทำให้ตกหัวทิ่มยับเยิน จึงทำปีกใหม่ แบบรุ่นที่เจ็ด ให้ยาว 30 นิ้ว กว้าง 6 นิ้ว มี rib 2 อัน และยกปลายปีกขึ้น จากการทดลองบินพบว่าปีกใหม่นี้ทำให้เครื่องบินทรงตัวดีกว่าเดิม แต่มีแรงต้านค่อนข้างสูง บินช้าลง ทำให้ใบพัดขนาด 5 นิ้ว ของเดิมที่ใช้อยู่ ให้แรงขับไม่เพียงพอเสียแล้ว จึงเปลี่ยนมาใช้ใบพัดขนาด 7x4 นิ้ว ของรุ่นที่เจ็ด ซึ่งให้แรงขับดีกว่ามาก ทำให้เครื่องบินรุ่นที่เก้าบินไต่ระดับได้ดี แต่ความคล่องแคล่วจะห่างชั้นจากรุ่นที่เจ็ดค่อนข้างมาก แม้จะใช้สัดส่วนลำตัวและปีกเหมือนกัน และน้ำหนักรวมประมาณ 140-150 กรัม เท่ากัน แต่รู้สึกว่ามันอืด ๆ เหมือนกับบินรุ่นที่ห้า และรุ่นที่หก เข้าใจว่าเป็นเพราะขนาดลำตัวที่ใหญ่กว่ารุ่นที่เจ็ดเกือบสองเท่าทำให้เกิดแรงต้านอากาศสูง

อย่างไรก็ดี จากรูปร่างของเครื่องบินรุ่นที่เก้าที่จำลองมาจากเครื่องบินรบ ทำให้เวลาบินอยู่บนอากาศดูสวยสง่าดีไม่น้อยเลย แม้ว่าฝีมือการลงสีตกแต่งของผมจะดูเหมือนผลงานเด็กอนุบาลก็เถอะ

P-40 ฉบับกระป๋อง ทำลายพรางด้วยสีน้ำ ซึ่งทากับโฟมอัดไม่ค่อยจะติดเท่าไหร่ ก็เลยดูกระดำกระด่างพิกล เหมือนผ่านสงครามมาอย่างโชกโชน ความจริงถ้าใช้สีสำหรับทาโมเดลเครื่องบินต่อ ก็คงจะสวยเหมือนจริง แต่แหม ราคาแพงจัง ใช้สีน้ำไปก่อนละกัน ถือว่าเป็นเครื่องต้นแบบ

ส่วนพวกตราสัญลักษณ์ ต่าง ๆ หรือ ตรงตาและปากฉลาม ถ้าใช้วาดโดยโปรแกรม paint แล้ว print เป็นสี ตัดมาแปะก็คงจะสวยกว่านี้เยอะ แต่มันขี้เกียจทำน่ะครับ สำหรับห้องนักบินหุ้มด้วยกระดาษแก้วสีน้ำเงินเข้ม ดูขรึมดีเหมือนกัน

การบังคับควบคุม

เครื่องบินรุ่นที่เก้านี้บังคับยากกว่ารุ่นที่เจ็ดครับ เพราะเป็นแบบปีกล่าง ซึ่งหากเอียงปีกมากไป เครื่องบินจะเสียการทรงตัวและพุ่งหัวลงดินทันที และไม่มีแพนหางระดับช่วยดึงให้หัวเชิดขึ้น จึงต้องคอยดูอาการของเครื่องบินตลอดเวลา แต่ก็ยังไม่วายหัวปักอีกตั้งหลายหน นอกจากนี้การที่ไม่มีขาล้อ และผมได้เปลี่ยนใบพัดเป็นขนาด 7 นิ้ว ซึ่งใหญ่ขึ้นมาก เวลาลงจอดทำให้ใบพัดกระแทกพื้นหลุดเป็นประจำ ตอนนี้เลยชักจะอยากติดล้อเข้าไปเสียแล้ว

ภาพใต้ปีกครับ จะเห็น rib 2 อัน ซึ่งใช้เป็นที่จับเวลาพุ่ง take off ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังคาดด้วยสก๊อตเทปตามแนวยาวตรงกลางของปีก เพื่อเพิ่มความแข็งแรง

ทดลองใช้ใบพัด U-150

มีเพื่อน ๆ ส่งใบพัดเครื่องบินยาง U-150 มาให้ผมทดลอง 2 ใบ ครับ เป็นใบพัดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6 นิ้ว สีฟ้า สวยงามมาก รู้สึกจะทำจากประเทศญี่ปุ่น รูปร่าง และการหล่อ รวมทั้งคุณภาพของเนื้อพลาสติกดีกว่าใบพัดเครื่องบินยาง ultra light ที่ผมเอามาใช้กับรุ่นที่ 4 และ รุ่นที่ 5 มาก

ใบพัด U-150 ผลิตได้เนี้ยบมากครับ

ภาพเครื่องบินกระป๋องของเพื่อน ๆ ที่ส่งใบพัด U-150 มาให้ทดลองดูครับ ออกแบบได้สวยกว่าของผมมากทีเดียว สงสัยจะเป็นมืออาชีพ เอ ทำขายด้วยหรือเปล่าครับเนี่ย

ความจริงใบพัดรุ่นนี้ผมกำลังอยากหาซื้อมาทดลองอยู่พอดีครับ เคยไปดูแถวฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตก็ไม่รู้ว่าขายร้านไหน เขาว่าราคาใบละ 90 บาท เห็นเพื่อน ๆ บางคนซื้อไปใช้แล้วแต่ยังไม่ได้รับรายงานผลว่าใช้ได้ดีไหม

จากการออกแบบดุมใบพัด เห็นได้ชัดเจนว่าทำเพื่อใช้กับเครื่องบินยางโดยเฉพาะจริง ๆ เพราะดุมใบพัดด้านบนทำเขี้ยวเอาไว้เกี่ยวกับแกนลวด ส่วนดุมด้านล่างทำเป็นรูปนูนโค้ง เพื่อลดแรงเสียดทานของใบพัดกับแหวนรองเวลาใบพัดหมุน แต่ดุมใบพัดแบบนี้เป็นปัญหากับผมมากครับ เพราะวิธีการติดใบพัดกับแกนเฟืองของผมใช้วิธีทำเฟืองเป็นแป้นรองรับแล้วยึดด้วยหนังสติ๊กเพื่อให้ใบพัดสามารถแยกตัวออกจากแกนเฟืองได้เวลากระแทกพื้นเป็นการป้องกันใบพัดหัก (เพราะผมใช้ไม้บัลซ่าทำใบพัด) และป้องกันแกนเฟืองคดงอได้ด้วย

ก็เลยต้องมีการเชือดเฉือนกันเล็กน้อย โดยใช้คัตเตอร์ปาดส่วนที่นูนตรงดุมใบพัดด้านล่างออกให้เรียบ และรูกลางใบพัดก็เล็กกว่าแกนเฟืองมาก ผมก็เลยต้องใช้ไขควงอันจิ๋ว เจาะ ๆ ไช ๆ คว้านเข้าไปจนสามารถเสียบแกนเฟืองได้พอดี แล้วเอาหนังสติ๊กรัดไว้ตามรูปครับ

จากรูปเป็นการทดลองติดตั้งกับเครื่องบินรุ่นที่เจ็ด แล้วลองเร่งเครื่องดู เทียบแรงลมปรากฏว่าใบพัด U-150 ให้แรงลมน้อยกว่าใบพัดไม้บัลซ่า 7 นิ้ว และใบพัดเครื่องบิน ultra light ขนาด 7 นิ้ว ครับ เอ ทำไมเป็นอย่างนั้น

ประการหนึ่งอาจเป็นเพราะเส้นผ่าศูนย์กลางใบพัดที่เล็กกว่าจึงทำให้ได้แรงลมน้อยกว่า ผมก็เลยลองวัดอัตราการกินกระแสไฟฟ้าของมอเตอร์เมื่อต่อกับใบพัดครับ พบว่า เมื่อต่อกับใบพัดไม้บัลซ่า 7 นิ้ว กินกระแส 5 แอมป์ แต่ต่อกับใบพัด U-150 กินกระแส 3.5 แอมป์ เท่านั้น และเมื่อลองมองดูด้านข้างของใบพัดเพื่อดูมุมบิดว่ามีมากน้อยกว่ากันเพียงใด พบว่าใบพัด U-150 มีมุมบิดน้อยกว่า และความโค้งของ airfoil ก็น้อยกว่าใบพัดไม้บัลซ่า และใบพัด ultra light ครับ ทำให้ตักลมได้น้อยกว่า ส่งผลให้กินกระแสไฟฟ้าน้อยกว่า กำลังโดยรวมจึงลดลง ลมจึงไม่แรงเท่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงต้องหาวิธีปรับระบบให้เหมาะสมซึ่งเท่าที่คิดได้ตอนนี้คือ

1.เซตระบบมอเตอร์ อัตราทดเฟือง จำนวนถ่านใหม่ให้ระบบกินกระแสไฟฟ้ามากขึ้น (เพิ่มกำลังวัตต์ให้มากขึ้น) ให้เหมาะสมกับใบพัดอันนี้ หรือ

2.ดัดแปลงใบพัดให้ตักลมมากกว่านี้ ซึ่งจะส่งผลให้กินกระแสไฟฟ้ามากขึ้นโดยอัตโนมัติ กำลังจะเพิ่มมากขึ้น

ถ้าเลือกวิธีแรก การจัดการที่ง่ายที่สุดคือ ปรับปรุงระบบเฟืองก่อน จากเดิมผมใช้เฟืองขนาด 36 ต่อ 9 (คือ 4 ต่อ 1) ก็ต้องปรับให้ลดลงเป็น 3.5 ต่อ 1 หรือ 3 ต่อ 1 ใบพัดจะหมุนได้เร็วขึ้น กินกระแสมากขึ้น กำลังเพิ่มขึ้น

แต่ผมยังไม่เลือกวิธีนี้ครับ เพราะเฟืองของผมติดกับมอเตอร์ซึ่งติดตั้งกับลำตัวเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว ถ้าจะทำก็ต้องรื้อออกมาใหม่ และผมเห็นว่าเพื่อน ๆ ส่งใบพัด U-150 มาให้ 2 ใบ ซึ่งเชือดเฉือนไปแล้วใบนึง ซึ่งไหน ๆ ก็ดัดแปลงไปบ้างแล้ว ก็เลยอยากจะดัดแปลงต่อไปดูว่าถ้าเพิ่ม airfoil ของใบพัดให้โค้งมากกว่าเดิมจะทำให้แรงดีขึ้นได้ขนาดไหน ผมก็เลยเลือกวิธีที่สองก่อนครับ

จัดการจุดเทียน ไม่ใช่จะไหว้พระครับ แต่เอาใบพัดไปอังกับเปลวเทียนเพื่อให้ความร้อนของไฟทำให้ใบพัดอ่อนตัวเล็กน้อย พออุ่น ๆ ก็ค่อย ๆ ดัดให้ใบพัดโค้งเป็น airfoil มากขึ้นอีกสักหน่อย แล้วเอาไปลองต่อดูใหม่

คราวนี้ได้ลมแรงมากเลยครับ พอ ๆ กับใบพัดไม้บัลซ่าขนาด 7 นิ้ว ทั้ง ๆ ที่ ใบพัด U-150 มีขนาดแค่ 6 นิ้ว วัดกระแสไฟดูได้ 4 แอมป์กว่า ๆ

ผมลองวัด thrust หรือแรงขับดันของใบพัดด้วยวิธีง่าย ๆ ครับ คือใช้ตาชั่งห้อยที่ซื้อจากศึกษาภัณฑ์นั่นแหละ หาเชือกมาผูกเอาเครื่องบินทั้งลำให้ห้อยหัวลง ปลายเชือกอีกด้านเกี่ยวกับตาชั่งไว้ ก็จะได้น้ำหนักของเครื่องบิน จดเอาไว้ว่าหนักเท่าไร จากนั้นกดรีโมทเร่งเครื่องมอเตอร์ใบพัด แรงดึงของใบพัดจะดึงเครื่องบินลงไปอีกทำให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นจดเอาไว้ว่าเท่าไร จากนั้นเอาน้ำหนักอันแรกมาลบออกจากอันหลัง ก็จะได้ thrust ของมอเตอร์และใบพัดแล้วครับ

จากการวัด thrust ของ U-150 ขนาด 6 นิ้ว ที่ดัดแปลงแล้ว และของ ใบพัดไม้บัลซ่าขนาด 7 นิ้ว และใบพัด ultra light ขนาด 7 นิ้ว ได้เท่ากันครับ คือประมาณ 50 กรัม ส่วนใบพัดไม้บัลซ่าขนาด 5 นิ้ว และ 6 นิ้ว ได้ประมาณ 30 กรัม

ผลการทดสอบบิน

จากการทดสอบบินกับเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดโดยใช้ปีก 30 นิ้ว พบว่าใบพัด U-150 ที่ดัดแปลงแล้ว ให้แรงขับสูงพอ ๆ กับใบพัดไม้บัลซ่าขนาด 7 นิ้ว แต่ความเร็วจะน้อยกว่า เข้าใจว่า pitch ของใบพัด U-150 จะมีประมาณ 3 นิ้ว ทำให้ความเร็วของเครื่องรุ่นที่เจ็ดบินช้าลง ซึ่งตอนแรกก็เป็นปัญหาพอสมควร เพราะเครื่องไม่ค่อยจะยอมไต่ระดับทั้ง ๆ ที่มีพลังเพียงพอ จึงต้องใช้ระยะทางบินตรง ๆ ยาวสักหน่อย ให้เครื่องเริ่มสะสมความเร็ว จากนั้นเครื่องก็จะค่อย ๆ ไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสูงกว่าที่เคยทดสอบกับใบพัดไม้บัลซ่าด้วยซ้ำไป ครับ แต่เป็นลักษณะที่บินอย่างช้า ๆ ส่วนการทรงตัวดีมากเลยครับ เข้าใจว่าเพราะใบพัด U-150 มี pitch น้อยกว่า และ balance ดีกว่าใบพัดไม้บัลซ่าที่ผมทำเอง จึงควบคุมง่าย นอกจากนี้ยังประหยัดพลังงานมากกว่าใช้ใบพัดไม้บัลซ่าถึงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จึงได้ระยะเวลาบินนานขึ้นเป็น 10 นาที (ใช้ถ่านมือถือ 750mAH 4 ก้อน)

เพื่อให้เครื่องบินไต่ระดับได้เร็วขึ้น ผมจึงนำปีกของเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดมาดัดแปลงอีกนิดหน่อยครับ โดยการเพิ่มมุมเงยหน้าปีก หรือมุม incidence ให้สูงขึ้น ด้วยการเอาแผ่นโฟมมารองใต้ชายหน้าปีกอีกแผ่นหนึ่ง (จากเดิมรองไว้แล้ว 2 แผ่น รวมเป็น 3 แผ่น) ซึ่งจะช่วยให้เครื่องบินไต่ระดับเร็วขึ้นกว่าเดิม แล้วนำไปทดลองบินใหม่ คราวนี้แจ๋วจริง ๆ ครับ พอปล่อยออกจากมือ เครื่องก็บินเหินขึ้นสูงทันที และสามารถบังคับได้ง่ายกว่าเดิมอีกด้วยเพราะความเร็วของเครื่องบินต่ำลง

ภาพแสดงการเพิ่มมุมเงยหน้าปีก โดยเพิ่มแผ่นโฟมรองซ้อนกัน 3 ชั้น ที่ใต้ชายหน้าปีกครับ ทำให้เครื่องไต่ระดับดีกว่าเดิมมาก

แล้วผมจะถ่ายภาพขณะบินของเครื่องบินรุ่นที่เจ็ด(ใบพัด U-150) กับ รุ่นที่เก้ามาให้ชมครับ

การหล่อลื่นมอเตอร์และเฟือง

เนื่องจากการเอามอเตอร์รถกระป๋องมาทำเครื่องบินนั้น เป็นการใช้งานมอเตอร์เกินกำลังไปมาก จะทำให้การสึกหรอสูง อายุการใช้งานจะสั้น เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น ควรหล่อลื่นมอเตอร์และเฟือง โดยใช้น้ำมันหยอดจักรซิงเกอร์ หยอดตามจุดที่เสียดสี เช่น brush แกนเฟือง บุชแกนมอเตอร์ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะช่วยยืดอายุการใช้งานแล้ว ยังช่วยลดแรงเสียดทานภายในมอเตอร์ทำให้สามารถหมุนได้รอบสูงเต็มประสิทธิภาพอีกด้วยครับ

นอกจากน้ำมันหยอดจักรแล้ว ก็อาจใช้น้ำยาฉีดไล่ความชื้น Sonax ฉีดเข้าไปหล่อลื่นได้เช่นเดียวกัน

เครื่องชาร์จถ่านเครื่องบินรถกระป๋องจากที่จุดบุหรี่รถยนต์

จากเครื่องชาร์จมือถือตกรุ่นที่ผมซื้อมาจากร้านเจมาร์ตที่ห้างบิ๊กซีลำปางในราคาอันละแค่ 20 บาท เป็นเครื่องชาร์จยี่ห้อ BOS-908 ซึ่งคงไม่มีคนใช้มือถือรุ่นนี้แล้ว ร้านเจมาร์ตจึงเอามาขายเลหลัง ผมจัดการตัดขั้วที่ต่อกับมือถือออกแล้วเอาปากคีบสองอันมาบัดกรีใส่แทน แค่นี้ก็ได้เครื่องชาร์จถ่านเครื่องบินกระป๋องจากที่จุดบุหรี่รถยนต์แล้วครับ

ทดลองเสียบแล้ววัดไฟดู ได้แรงดันประมาณ 5.5 โวลต์ ซึ่งสามารถใช้ชาร์จถ่านแพค 3 ก้อนหรือ 4 ก้อนได้กำลังดีทีเดียว

เครื่องชาร์จราคาแสนถูกนี้เอาติดรถไว้ เหมาะแก่การนำเครื่องบินใส่รถไปเล่นนอกสถานที่ ระหว่างขับไปก็เสียบชาร์จไปด้วย พอไปถึงจะได้มีไฟเต็ม ๆ เล่นได้นาน ๆ ครับ

ขอให้สนุกครับ

11 สิงหาคม 2545

ngoodinja@hotmail.com

ภาพเครื่องบินรถกระป๋องรุ่นที่เก้า และรุ่นที่เจ็ดกับใบพัด U-150 ขณะบิน

เช้าวันจันทร์ที่ 12 สิงหาคม 2545 เวลา 7 นาฬิกา ผมนัดตากล้องไปถ่ายภาพเครื่องบินรุ่นที่เก้าและรุ่นที่เจ็ดที่ใช้ใบพัด U-150 ครับ เช้านี้อากาศเย็น ฝนทำท่าจะตก จึงมีลมแรงพอสมควรครับ บังคับเครื่องบินยากหน่อยแต่ก็ได้ภาพสวย ๆ มาหลายภาพครับ

เครื่องบินรุ่นที่เก้า P-40 takeoff ออกปฏิบัติการ

เท่ไหมครับภาพนี้

เตรียมหากอหญ้านิ่ม ๆ เพื่อ landing

ส่วนนี่คือเครื่องบินรุ่นที่เจ็ด กับใบพัดใหม่ U-150 ครับ หลังจากเพิ่มมุมเงยหน้าปีกแล้ว ไต่ระดับได้สูงมากทีเดียวครับ ลองเทียบความสูงกับตัวผมซึ่งยืนบังคับอยู่มุมล่างขวาของภาพสิครับ

บินขึ้นไปสูง ๆ แล้วดับเครื่องปล่อยให้ร่อนบางจังหวะ ทำให้บินเล่นได้นานกว่าสิบนาทีครับ

ขอให้สนุกครับ

12 สิงหาคม 2545

ngoodinja@hotmail.com

ภาพแสดงกลไกการควบคุมหางเสือด้วยมอเตอร์จิ๋ว

มีเพื่อน ๆ หลายคนถามมาเรื่องกลไกการควบคุมหางเสือด้วยมอเตอร์จิ๋ว และขอให้ผมช่วยอธิบายอย่างละเอียด ก็เลยถ่ายภาพกลไกของรุ่นที่เจ็ดและรุ่นที่เก้ามาให้ดูชัด ๆ เลย

กลไกควบคุมหางเสือของรุ่นที่เจ็ดพัฒนามาจากรุ่นที่ห้าซึ่งเป็นยุคแรก ๆ ก็เลยไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าไหร่ คานดึงหางเสือทำด้วยไม้บัลซ่าเจาะรูเอากาวตราช้างติดกับแกนมอเตอร์ ใช้เส้นด้ายเย็บผ้าสองเส้นเอากาวตราช้างแปะปลายด้านหนึ่งไว้ที่ปลายคานหมุน แล้วโยงปลายเส้นด้ายอีกด้านหนึ่งไปผูกกับก้านควบคุมทำด้วยโฟมติดกับหางเสือทั้งด้านซ้ายและขวาในแบบ pull-pull เพื่อดึงหางเสือไปทางซ้ายและขวาตามทิศทางการหมุนของมอเตอร์จิ๋ว

ด้านหลังของมอเตอร์ทำเป็นแท่งไม้ตั้งขึ้นมา เพื่อเป็นตัวกันไม่ให้มอเตอร์จิ๋วหมุนรอบ เมื่อหันซ้ายหรือขวา คานไม้จะหมุนมาระยะหนึ่งแล้วจะชนกับแกนไม้ ซึ่งระยะห่างระหว่างแกนไม้กับคานไม้หมุนที่ติดกับมอเตอร์จิ๋ว จะเป็นตัวกำหนดระยะหันซ้ายขวาของหางเสือให้มากน้อยตามต้องการ

กลไกควบคุมหางเสือของรุ่นที่เก้า พัฒนามาจากรุ่นที่แปด ใช้หลักการเดียวกัน แต่ฝังมอเตอร์จิ๋วไว้ในลำตัวโดยโผล่แกนมอเตอร์ขึ้นมาด้านบน แล้วเอาคานไม้บัลซ่าติดเข้าไป ส่วนแท่งไม้ที่เป็นตัวกำหนดระยะก็เหลือเพียงแผ่นไม้บัลซ่าเล็ก ๆ เท่านั้น ซึ่งช่วยให้น้ำหนักเบาลงและช่วยลดแรงต้านอากาศ

อธิบายพร้อมภาพถ่ายละเอียดขนาดนี้ เพื่อน ๆ ที่ถามมาคงหายข้องใจ และสามารถสร้างได้สำเร็จครับ

ขอให้สนุกครับ

22 สิงหาคม 2545

ngoodinja@hotmail.com

การปรับปรุง P-40 ให้บินได้ดียิ่งขึ้น

เครื่องบินกระป๋องรุ่นที่เก้า P-40 ควบคุมได้ยากกว่ารุ่นที่เจ็ด เพราะเป็นแบบปีกล่าง น้ำหนักของอุปกรณ์ต่าง ๆ จะอยู่ด้านบนของปีก จึงไม่มีลักษณะที่เรียกว่า self stability คือไม่สามารถปรับตัวเองให้สมดุลได้โดยอัตโนมัติเหมือนเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดซึ่งปีกอยู่สูงกว่าลำตัว นอกจากนี้เครื่อง P-40 ยังมีลักษณะที่หัวไว คือพอกดเลี้ยวจึ๊ก หัวก็หันไปทันที ทั้ง ๆ ที่ได้ลดขนาดหางเสือให้เล็กกว่ารุ่นที่เจ็ดเยอะพอสมควร ดังนั้น ในการควบคุมเครื่องบินรุ่นที่เก้าเวลาเลี้ยวจะต้องระวังไม่ให้ปีกเอียงลงมากเกินไป มิฉะนั้นจะควงสว่านตกลงมาดื้อ ๆ ประกอบกับเดิมติดตั้งมอเตอร์ขนานกับลำตัวโดยไม่ได้ทำมุม up thrust เวลาบิน หัวเครื่องบินจึงไม่ค่อยเชิดขึ้นทำให้ไต่ระดับได้ช้า ผมจึงปรับปรุงดังนี้

เปลี่ยนแพนหางระดับอันใหม่ ทำให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยให้เลี้ยวได้นิ่มนวลขึ้น

ปรับมอเตอร์ให้มีมุม up thrust โดยเอาแผ่นโฟมอัดขนาด 3 มิลลิเมตร มารองใต้มอเตอร์ด้านหน้า

ปรับปรุงแล้วทำให้ควบคุมได้ง่ายขึ้นอีกหน่อยครับ

ปลดระวางมอเตอร์ Hyperdash2

มอเตอร์ Hyperdash2 ที่ผมซื้อมาทดลองทำตั้งแต่แรก บัดนี้ชราภาพมากแล้ว เปลี่ยน brush เกือบสิบอัน จนตอนนี้แกนมอเตอร์สึกหรอจนใช้การไม่ได้แล้วครับ ผมก็เลยแยกชิ้นส่วน เอาแม่เหล็กไปใส่ในมอเตอร์โมแล้วติดตั้งในเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดแทน Hyperdash2 ตัวเก่ง

แกนมอเตอร์สึกหรอมากจนใช้การไม่ได้แล้ว แม้จะหมุนได้รอบสูงพอสมควรอยู่ แต่ไม่มีแรงบิดเพียงพอที่จะขับใบพัดได้อีกต่อไป

รวมเวลาที่ Hyperdash2 รับใช้เครื่องบินกระป๋องมาจนบัดนี้ก็ประมาณ 5 เดือน ครับ

สำหรับมอเตอร์โมที่ผมใช้นั้น ผมเลือกมอเตอร์โมที่กินกระแส idle 1.5 แอมป์ กินกระแสขณะต่อใบพัดประมาณ 4 แอมป์ ใช้ brush แบบแผ่นโลหะซ้อนกันสามชั้น ส่วนตูดมอเตอร์เลือกแบบที่ใช้บุชเป็นโลหะหรือถ้าใส่ลูกปืนตูดมอเตอร์ด้วยก็ยิ่งแจ๋ว เรื่องตูดมอเตอร์โมนี่สำคัญครับ เพราะหากใช้ตูดมอเตอร์ที่มีรูเป็นพลาสติกธรรมดา จะทนความร้อนไม่ไหวเพราะมอเตอร์โมกินกระแสสูงมากครับ

การทดลองใช้มอเตอร์280 ศึกษาภัณฑ์กับเครื่องบินกระป๋อง

ผมทดลองเปลี่ยนใช้มอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ตัวละ 33 บาท มาใส่ในเครื่องบินรุ่นที่เก้าแทนมอเตอร์รถกระป๋อง เพราะเห็นว่าเป็นมอเตอร์ตัวใหญ่กว่า แรงบิดดีกว่า ราคาถูก หาได้ง่าย แต่ต้องเพิ่มถ่านเป็น 6 ก้อน เพราะมอเตอร์ตัวนี้กินไฟ 6 โวลต์ครับทำให้น้ำหนักโดยรวมของเครื่องบินรุ่นที่เก้าเพิ่มขึ้นเป็น 200 กรัม

สำหรับใบพัด ตอนแรกผมทดลองต่อใบพัด U-150 ขับตรงโดยไม่ผ่านเฟือง ปรากฏว่าให้แรงขับไม่พอ ผมก็เลยต่อเฟืองขนาด 38 ต่อ 18 คือประมาณ 2 ต่อ 1 แล้วใช้ใบพัดไม้บัลซ่าขนาด 7x4 นิ้ว ลองวัดแรงขับ ได้ประมาณ 80 กรัมครับ ผลปรากฏว่าบินได้ครับ แต่ไต่ระดับไม่ค่อยขึ้นเลย คงเป็นเพราะการปรับเซตระบบขับเคลื่อนกับตัวเครื่องบินยังไม่ดีเท่าที่ควร และตอนที่ผมทดลองนั้นยังไม่ได้ปรับปรุงแพนหางระดับและ up thrust ของมอเตอร์ ประกอบกับ Wing loading ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้บินยากพอสมควร บินขึ้นสูงได้เพียงระดับสองช่วงตัวคนประมาณ 2 รอบ ก็ตกลงมาครับ

จากการทดลองจึงเห็นความเป็นไปได้ที่จะใช้มอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ในสภาพไม่ได้โมดิฟายด์ใด ๆ เลย กับถ่าน 6 ก้อนหรือ 7 ก้อนขนาด 750mAH และเฟืองทด 2 ต่อ 1 กับเครื่องบินกระป๋องครับ เพราะดูอัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนักแล้ว น่าจะบินได้สบายครับ ซึ่งผมคิดว่าจะทดลองนำระบบนี้ไปติดตั้งกับเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดแทน ซึ่งจะทำให้ควบคุมการบินได้ง่ายกว่าจะได้เห็นประสิทธิภาพของระบบขับเคลื่อนชุดนี้ได้ดียิ่งขึ้นครับ หรืออาจจะสร้างลำใหม่ให้กางปีกสัก 40 นิ้ว เพื่อให้ Wing loading น้อยลง จะได้บังคับง่ายขึ้นครับ

ขอให้สนุกครับ

24 สิงหาคม 2545

ngoodinja@hotmail.com

เครื่องบินรถกระป๋องรุ่นที่เจ็ด กับมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์280

ผมทดลองติดตั้งมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ 280 ใบพัดไม้บัลซ่าขับตรงขนาด 5x4 นิ้ว กับถ่านมือถือ 750mAH 7 ก้อน วัดน้ำหนักรวมได้ 200 กรัม (ประมาณ 7 ออนซ์) วัดกระแสขณะใบพัดหมุน ได้ 4.5 แอมป์ครับ คิดเป็นกำลังคร่าว ๆ ได้ 30 วัตต์ ครับ อัตราส่วนแรงขับต่อน้ำหนัก ประมาณ 150 วัตต์ ต่อ กิโลกรัม พื้นที่ปีก 180 ตารางนิ้ว Wing loading ประมาณ 5-6 ออนซ์ ต่อตารางฟุต

แพคถ่านใหม่ให้ได้เจ็ดก้อน ได้แรงดัน 8.4 โวลต์

การติดตั้งมอเตอร์กับส่วนหัวเครื่อง ทำโดยอัดก้อนโฟมประกบมอเตอร์ เอาสก๊อตเทปคาด แล้วรัดด้วยหนังยางอีกที

ผลการบินทดสอบปรากฏว่าได้กำลังเหลือเฟือเกินพอครับ ขนาดใช้ปีก 30 นิ้ว ก็ยังบินเร็วมากครับ

take off ปล่อยด้วยมือ ก็บินขึ้นฟ้าทันทีเลยครับ

บินเร็วจนกล้องตามจับไม่ค่อยทันเลยครับ

สวนสาธารณะในหมู่บ้านพื้นที่น้อยไปหน่อยครับ ต้องคอยระวังต้นไม้

การที่ผมเลือกใบพัด 5x4 นิ้ว กับมอเตอร์ขับตรงแทนที่จะใช้เฟือง เพราะพอดีผมไปอ่านนิตยสารออนไลน์ EzoneMag ฉบับล่าสุด มีเรื่องเครื่องบิน Mini Piper ใช้มอเตอร์ 280 ขับตรงกับใบพัด 5x4 นิ้ว ซึ่งเครื่อง Mini Piper นี้ มีสัดส่วนใกล้เคียงกับเครื่องบินรุ่นที่เจ็ด ผมก็เลยเซตระบบขับเคลื่อนแบบเดียวกันครับ นอกจากนี้ผมยังต้องการให้ระบบขับเคลื่อนเรียบง่ายที่สุด ซึ่งจะทำให้น้ำหนักเบาลงอีก ผมเคยอ่านเจอในเวปต่างประเทศว่านักบินไฟฟ้าแถบยุโรปไม่นิยมใช้เฟืองทดแต่จะเลือกเปลี่ยนทุ่นมอเตอร์และรอบการพันขดลวดมอเตอร์แทน โดยหากต้องการแรงบิดสูงเพื่อขับใบพัดใหญ่ขึ้นก็จะเปลี่ยนเป็นทุ่นที่ขดลวดพันรอบมาก ๆ แต่หากต้องการใบพัดเล็กเพื่อให้บินเร็วก็จะเลือกเปลี่ยนทุ่นมอเตอร์ที่ขดลวดพันรอบน้อย ๆ

สำหรับมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์นี้มีแรงบิดค่อนข้างดี พันขดลวดประมาณ 65 รอบ ใช้ลวดเบอร์ 30 หรือ 31 ซึ่งน่าจะเทียบได้กับมอเตอร์ Mabuchi RE-280RA-2865 ซึ่งเป็นแปรงโลหะเหมือนกัน

แต่พอบินเสร็จพบว่ามอเตอร์ร้อนมากทีเดียว การต่อใบพัดขับตรงคงทำให้มอเตอร์กินกระแสมากเกินไปครับ (จากการคำนวณด้วย MotoCalc จะกินกระแส 3.7 แอมป์ แต่พอวัดขณะใช้งานจริง กินกระแสถึง 4.5 แอมป์ เข้าใจว่าเพราะแม่เหล็กของมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์แรงน้อยกว่า Mabuchi ทำให้กินไฟมากกว่า) ถ้าเป็นอย่างนี้ brush คงอยู่ได้ไม่นานแน่ เราอาจลดถ่านลงเหลือหกก้อนกับใบพัดขับตรงชุดเดิมก็น่าจะพอบินได้ครับ จะช่วยยืดอายุของมอเตอร์ไปอีกหน่อย แต่สำหรับผมนะอยากได้สมรรถนะสูง ๆ มากกว่าครับ เพราะมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ราคาถูกมาก ถึงจะใช้ได้ไม่นานก็ซื้อมาตุนไว้เปลี่ยนได้เยอะ ๆ ครับ คิดแล้วถ้าลงทุนซื้อมอเตอร์ Hyperdash2 ใหม่ ราคา 144 บาท เทียบกับมอเตอร์ 280 ของศึกษาภัณฑ์ราคา 33 บาท จะได้ตั้ง 4 ตัว แถมยังไม่ต้องปวดหัวกับการเซตเฟืองให้เหมาะสมอีกด้วย แค่เอาใบพัดเสียบจึ๊กก็บินได้แล้ว ถ้าจะให้ดีก็น่าจะหา carbon brush จากมอเตอร์รถ 1/16 มาเปลี่ยนแทน brush โลหะ ตามที่คุณจ้อนแนะนำ ก็คงจะใช้ได้นานเลยแหละครับ แต่ผมยังหาไม่ได้เลยอ่ะ

อีกทางหนึ่ง คือทดเฟืองขนาด 1.5 ต่อ 1 หรือ 2 ต่อ 1 แล้วใช้ใบพัด 6x4 หรือ 7x4 นิ้ว ก็น่าจะบินได้ดี โดยประหยัดไฟไปอีกนิด ยืดอายุมอเตอร์ไปอีกหน่อย แต่ความเร็วจะลดลงครับ

ส่วนที่ต้องลงทุนเพิ่มค่อนข้างมากสำหรับระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์นี้ คือถ่านมือถือครับ จากเดิมการใช้มอเตอร์รถกระป๋องต้องการถ่านเพียง 3 ถึง 4 ก้อน แต่ถ้าใช้มอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ ต้องหาถ่านเพิ่มเป็น 6 ถึง 7 ก้อนแน่ะครับ

ขอให้สนุกครับ

25 สิงหาคม 2545

ngoodinja@hotmail.com

โมดิฟายด์มอเตอร์รถกระป๋องให้เทียบเท่า Hyperdash2

จากการที่มอเตอร์ Hyperdash2 ตัวเก่งของผมถึงกาลต้องปลดระวางไปเพราะแกนมอเตอร์สึกหรอมาก และผมไม่อยากเสียตังค์ซื้อใหม่ ประกอบกับอยากทดลองโมดิฟายด์มอเตอร์รถกระป๋องตัวอื่น ๆ ให้มีสมรรถนะใกล้เคียง Hyperdash2 ให้มากที่สุด เพราะมอเตอร์โมตัวอื่น ๆ ของผมมันกินไฟเยอะน่าดู ผมจึงทำการผ่าตัดดูไส้ในของ Hyperdash2 ลากเส้นทองแดงออกมา พบว่าเป็นลวดทองแดงขนาดประมาณ เบอร์ 30 พัน 35 รอบครับผม ส่วนทุ่นมอเตอร์ก็เหมือนทุ่นมอเตอร์ทั่ว ๆ ไป ไม่ได้แปลกประหลาดอันใด ผมก็เลยลองเอาลวดขนาดดังกล่าวมาพันกับทุ่นมอเตอร์รถกระป๋องเดิม ๆ แล้วใส่ในปลอกมอเตอร์ Hyperdash2 ใช้ brush ของมอเตอร์โมแบบแผ่นโลหะสามแผ่นซ้อนกัน และเปลี่ยนตูดมอเตอร์เป็นแบบบุชโลหะ ลองวัดกระแสขณะหมุนรอบเปล่า ๆ ดู ได้ 0.38 แอมป์ ใกล้เคียงกับกระแสรอบเปล่าของ Hyperdash2 มากครับ ทดลองเอาไปต่อกับเฟืองทด 38 ต่อ 8 ขับใบพัด U-150 ขนาด 6 นิ้ว วัดกระแสไฟได้ 2.8 แอมป์ โดยใช้ถ่าน 4 ก้อน ปรากฏว่าลมแรงดีมากเหมือน Hyperdash2 เลยครับ

สำหรับทุ่นมอเตอร์เดิมของ Hyperdash2 ที่ หัว commutator สึกหรอไปนั้น ผมก็รื้อสายลวดทองแดงออกมา แล้วถอดเปลี่ยนเอาหัว commutator ของมอเตอร์รถกระป๋องตัวอื่นมาใส่แทนตามที่คุณจ้อนแนะนำ แล้วก็เอาลวดทองแดงกลับมาพันใหม่ได้แค่ 34 รอบ ประกอบเข้าไปกับปลอกมอเตอร์โม เลือกหาแม่เหล็กของมอเตอร์โมที่แรง ๆ หน่อย เปลี่ยนตูดมอเตอร์เป็นแบบบุชเหล็ก ใช้ brush โมแบบ 3 ชั้น ลองวัดกระแสดู ได้ idle current 0.6 แอมป์ เยอะกว่า spec ของ hyperdash2 นิดหน่อย แต่รอบและแรงบิดใช้ได้เลย

เป็นอันว่า ผมก็ได้มอเตอร์ Hyperdash2 แบบเมดอินไทยแลนด์ขึ้นมาอีก 2 ตัว เพื่อน ๆ ที่สนใจจะลองเอาสูตรนี้ไปพันมอเตอร์ใช้เองก็ได้นะครับไม่ต้องเสียตังซื้อ Hyperdash2 ซึ่งราคาค่อนข้างแพง ที่สำคัญพยายามหาแม่เหล็กแรง ๆ มาใส่นะครับ

ขอให้สนุกครับ

26 สิงหาคม 2545

ngoodinja@hotmail.com

เครื่องบินรถกระป๋องรุ่นที่เจ็ด กับมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ 280 ทดเฟือง 2:1

การต่อมอเตอร์ขับตรงกับถ่านเจ็ดก้อน ใบพัด 5 นิ้ว มีพลังแรงเกินพอ แต่มอเตอร์รับภาระหนักมากทำให้ brush อายุสั้น แม้สำหรับผมจะไม่มีปัญหาในการซื้อมอเตอร์ใหม่เพราะราคาถูกและสามารถแวะไปซื้อที่ศึกษาภัณฑ์ได้ทุกสองสัปดาห์ ไปซื้อทีนึงหลาย ๆ ตัว เพื่อตุนไว้เล่น แต่อีกใจหนึ่งก็อยากให้การใช้พลังงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น คือลดถ่านเหลือ 6 ก้อน กับทดเฟืองเพื่อให้มอเตอร์กินกระแสลดลง แล้วใช้ใบพัดใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มแรงขับ ซึ่งจะทำให้บินได้นานขึ้นอีก จึงทดลองเซตเฟืองตามแนวทางที่คุณจ้อนได้เคยทดลองไว้ก่อนแล้ว คือใช้อัตราทดประมาณ 2 ต่อ 1 ของผมใช้เฟืองขับ 18 ฟัน เฟืองตาม 40 ฟัน ได้อัตราทด 2.2 ต่อ 1 ใช้ถ่าน 6 ก้อน ต่อกับใบพัด U-150 วัดกระแสได้ 3.1 แอมป์ ใกล้เคียงกับที่คุณจ้อนเคยทดสอบไว้ คิดเป็นกำลังคร่าว ๆ ได้ 18 วัตต์ วัด thrust ได้ 70 กรัม น้ำหนักพร้อมบินของเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดกับปีก 30 นิ้ว ประมาณ 180 กรัม อัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนักได้ 100 วัตต์ ต่อกิโลกรัม ครับ ดูจากกำลังแรงขับแล้วบินขึ้นชัวร์แน่นอน (เสียดายที่ผมยังไม่ได้ทำเครื่องวัดรอบจากหนูตายแบบคุณจ้อน จะได้วัดรอบใบพัดด้วย)

พอทดสอบการบินก็ไม่ผิดหวังเลยครับ เครื่องบินลอยออกจากมืออย่างมีพลัง แม้จะไม่เร็วจี๋เหมือนใบพัดขับตรง แต่ก็ยังเร็วกว่าการใช้มอเตอร์ Hyperdash2 พอสมควรครับ นอกจากใช้กับใบพัด U-150 แล้ว ผมยังทดลองใช้ระบบขับเคลื่อนชุดนี้กับใบพัดไม้บัลซ่าขนาด 7x4 นิ้ว ด้วยครับ ซึ่งก็กินไฟประมาณ 3 แอมป์เหมือน ๆ กัน แรงขับก็พอ ๆ กันครับ บินได้ดีเหมือน ๆ กันครับ บินได้ดีทั้งกับปีก 30 นิ้ว และปีก 24 นิ้ว ก็เป็นอันสรุปได้เลยครับว่า ถ่าน 6 ก้อน จับคู่กับมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์280 และเฟืองชุดนี้ work!!!

มอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ ทดเฟือง กับปีก 30 นิ้ว

รูปนี้กับปีก 24 นิ้ว ครับ

 

การทดลองทำปีกในแบบของคุณจ้อน

การทำปีกเครื่องบินกระป๋องแบบของผม ที่ใช้แผ่นโฟมมาตัดเป็นปีกแล้วถูกับขอบโต๊ะให้โค้ง ๆ แล้วติด rib ข้างใต้ให้อยู่ตัวเป็น airfoil แล้วกรีดปลายปีกทำมุมยกขึ้นมานั้น ทำได้ง่าย และน้ำหนักเบาดีก็จริง แต่มีข้อจำกัดอยู่คือ ไม่สามารถทำแบบมีมุมยกกลางปีกได้ ประกอบกับความแข็งแรงมีน้อย อาจรับน้ำหนักได้ไม่เพียงพอสำหรับใช้กับมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์280 และถ่าน 6 ก้อน ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 180-200 กรัม ซึ่งสูงกว่าน้ำหนักรวมที่ใช้กับมอเตอร์รถกระป๋อง130 และถ่าน 4 ก้อนอยู่พอสมควร

ผมอยากลองทำปีกแบบที่มีความหนาเป็น airfoil เช่น ClarkY ดูบ้าง แต่เท่าที่ศึกษาเห็นว่าต้องใช้ลวดร้อนตัดแผ่นโฟมหนา ๆ เนื้อแน่น ๆ กรรมวิธียุ่งยากซับซ้อนพอสมควร ผมจึงไม่ได้ทดลองทำ(ทั้ง ๆ ที่ซื้อลวดนิโครมมาเตรียมไว้นานแล้ว) พอดีได้ความรู้จากคุณจ้อนในการทำปีกแบบแซนด์วิช โดยใช้แผ่นโฟมอัดสองแผ่นประกบกัน แผ่นบนดัดให้โค้งเป็น airfoil แล้วประกบครอบกับแผ่นล่างที่เป็นแผ่นเรียบตรง (แบบของคุณจ้อนแท้ ๆ จะใช้วิธีพับแผ่นบนและแผ่นล่างเข้าด้วยกัน) สอดไส้ด้วยแผ่นโฟมอัดตัดเป็นเส้นหนาประมาณ ครึ่งนิ้ว 4 แผ่นซ้อนกันติดด้านในระหว่างแผ่นโฟมแผ่นบนและแผ่นล่าง ตามความยาวปีกบริเวณจุดสูงสุดของ airfoil เพื่อรักษาความโค้งให้อยู่ตัวโดยไม่ต้องใช้ rib และแกนโฟมอัดนี้จะเสริมความแข็งแรงให้ตลอดแนวยาวของปีกอีกด้วย การทำมุมยกตรงกลางปีกก็ใช้กระดาษทรายถูตามแนวกลางปีกด้านบนให้เป็นร่องกว้างสัก 2 มิลลิเมตร แล้วดัดปีกขึ้นยึดด้วยเทปติดลังอีกที ง่าย เร็ว ประหยัด และแข็งแรงกว่าปีกแบบของผมมาก ก็เลยทดลองทำดูมั่งครับ

นี่ครับ ปีกแบบใหม่ สร้างตามแนวทางของคุณจ้อน ผมทำเป็นขนาด กว้าง 5 นิ้ว ยาว 30 นิ้ว สัดส่วน Aspect Ratio 6:1 แกนโฟมข้างในผมใช้แผ่นโฟมซ้อนกันแค่ 2 แผ่นครับ ว่าจะลองบินกับเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดดูหน่อย และเตรียมไว้สำหรับใส่กับเครื่องบินรุ่นที่ 10 ครับ ซึ่งผมกำลังตัดสินใจว่าจะสร้างรุ่นที่ 10 แบบเครื่อง Mini Piper ดี หรือว่าจะทำเครื่องบินรบแบบ Zero ดี เพราะตอนนี้ชักจะติดใจเครื่องบินแบบปีกล่างครับ แม้จะบินยากขึ้นหน่อย เรียกว่าคลาดสายตาไม่ได้ แต่ตอนบินอยู่บนฟ้า เท่ มาก ๆ เลยครับ ส่วนระบบขับเคลื่อนคิดว่าจะใช้มอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ทดเฟืองกับถ่าน 6 ก้อน ครับ เพราะรู้สึกว่าช่วงนี้ อะไหล่รถกระป๋องหายากขึ้นมากเลยครับ เนื่องจากไม่มีคนนิยมเล่นกันแล้ว ผมหาซื้อ brush มอเตอร์มาสำรองไว้ยังหาไม่ได้เลย ทั้งที่เซ็นทรัลลาดพร้าวและฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต

ขอให้สนุกครับ

6 กันยายน 2545

ngoodinja@hotmail.com

 

เครื่องบินรถกระป๋องรุ่นที่เจ็ดบินตกคลองรังสิตอีกแล้ว

วันที่ 8 กันยายน 2545 ตอนหกโมงเช้าผมออกไปบินทดสอบเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดกับปีกแบบของคุณจ้อน และบินเครื่องบิน P-40 เล่น ที่สนามหน้าหมู่บ้านเหมือนเคย ลมสงบดีมากเลย พระอาทิตย์ก็เพิ่งจะเคลื่อนพ้นขอบฟ้า แสงสีสวยงามอากาศดีมากครับ เครื่องบินทั้งสองลำบินได้เป็นอย่างดี สนุกมากครับ ปีกตามแบบของคุณจ้อนนั้นมีแรงต้านน้อยมาก ทำให้บินได้เร็วและไต่ระดับได้ดีมากเลยครับ โดยผมบินรุ่นที่เจ็ดก่อน ใช้เวลาประมาณ 6 นาที ถ่านก็เริ่มอ่อน จึงเอาเครื่องลงแล้วเอา P-40 ขึ้นบิน ช่วงที่บินอยู่ นกกาเริ่มออกหากินพอดี มีกาตัวหนึ่งคงจะสงสัยว่าไอ้นี่มันนกชนิดไหนหว่า ก็เลยบินวนตามเครื่อง P-40 ของผม แล้วก็ร้อง ก้า ก้า ก้า ไปตลอด ตากล้องถ่ายรูปไว้ได้ด้วยครับก็เอามาลงให้ดู

รุ่นที่เจ็ดบินด้วยปีกของคุณจ้อนครับ ยามรุ่งสาง แสงเงินแสงทองส่องฟ้า จุดดำเล็ก ๆ ด้านบนคืออีกาที่กำลังบินสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ

ปีกยาว และตรง สวยแตกต่างจากปีกยกปลายปีกไปอีกแบบ

รูปนี้คือรุ่นที่เก้า P-40 ครับ บินหนีอีกา ที่คอยบินไล่ตามพร้อมกับร้อง ก้าาา ก้าาา ก้าา

P-40 อีกมุมหนึ่งครับ

ความจริงถ่ายไว้อีกหลายรูปครับ ผมรวบรวมเอาไว้ที่ gallery ห้องภาพเครื่องบินรถกระป๋อง ครับ

พอบินช่วงเช้าเสร็จผมก็กลับเข้าบ้าน แล้วเอาถ่านมาชาร์จอีกรอบหนึ่ง เพราะเห็นว่าช่วงเช้ามืดบินได้สนุกดีก็เลยจะบินช่วงสาย ๆ อีกสักรอบ พอแปดโมงก็ออกไปบินใหม่ ปรากฏว่าเริ่มมีลมพัดครับ แต่ผมคิดว่าคงไม่เป็นไร ก็เลยเอาเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดบินอีกครั้งหนึ่ง รู้สึกว่าควบคุมยากกว่าตอนเช้ามากเพราะลมพัดมาปะทะเป็นครั้งคราว ก็เลยเอาเครื่องลงก่อน แล้วลองดูใหม่ คราวนี้พุ่งขึ้นไปแรง ๆ และสูงกว่าปกติ หวังให้เครื่องพุ่งทะลวงลมขึ้นไปสูง ๆ ก่อน ปรากฏว่าบินขึ้นได้สำเร็จครับ ค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ ขณะบินเครื่องจะแกว่งไป ๆ มา ๆ เพราะถูกลม บินอยู่ได้สักนาทีเศษ รู้สึกว่ายิ่งบินสูงขึ้นไปลมข้างบนก็จะแรงขึ้นเรื่อย ๆ ครับ พัดจนเครื่องเป๋เลย ผมกำลังคิดจะเอาเครื่องลงมาก่อน แต่ไม่ทันเสียแล้วครับ บังคับหางเสือจนสุด ๆ แล้วก็สู้แรงลมไม่ได้ ลมหอบไปทางคลองรังสิต เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดกับเครื่องบินรุ่นที่แปดอีกแล้ว ผมเริ่มวิ่งไล่ตามเพื่อให้อยู่ในระยะควบคุมของวิทยุเผื่อจะแก้ไขอะไรได้มั่ง แต่วิ่งไล่ไม่ทันครับ เพราะปีกแบบของคุณจ้อนนั้นทำให้เครื่องบินร่อนไปได้เร็วและไกลมาก แม้ใบพัดจะไม่หมุนเพราะเลยระยะวิทยุไปแล้วแต่เครื่องก็ยังบินร่อนไปเรื่อย ๆ จน Landing ที่กลางคลองรังสิตคลองสี่พอดี๊ พอดี ทั้ง ๆ ที่ผมสวดมนต์ภาวนาให้มันบินข้ามคลองไปให้ได้แล้วเชียว

เหลียวซ้ายแลขวา ไม่มีใครอยู่แถวนั้นพอจะไหว้วานให้ว่ายน้ำเล่นได้เลย ผมก็เลยต้องลงมือเองครับ ถอดเสื้อ เหลือแต่กางเกง แล้วลงว่ายน้ำคลองไปเอาเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดขึ้นมาจนได้ สนุกไปอีกแบบ แต่ เอ ถ้าเครื่องบินตกน้ำบ่อย ๆ อย่างงี้ สงสัยผมคงต้องทำเรือรถกระป๋องไว้สักลำนึงแล้วละ เอาไว้แล่นไปเก็บเครื่องบิน ฮ่า ฮ่า

กลับมาถึงบ้านก็เลยจัดการถอดอุปกรณ์วิทยุออกมาตากแห้ง ส่วนลำตัวเครื่องบินรุ่นที่เจ็ดนั้น ผมคงจัดการปลดระวางแล้วละครับ เพราะรับใช้มานานมากแล้ว บินตกเป็นร้อย ๆ หนแล้วมั้ง ก็ปะไป ซ่อมไป อยู่อย่างนั้น รอบลำตัวมีแต่รอยกาวและปะสก๊อตเทปเต็มไปหมด คงต้องทำลำตัวรุ่นที่สิบขึ้นมาแล้วละครับ อย่างไรก็ดีตอนนี้ผมยังไม่ได้ออกแบบรุ่นที่สิบ แต่คิดว่าจะเอาชุดวิทยุไปใส่กลับเข้าไปในรุ่นที่แปด โดย Minor Change เล็กน้อย คือทำลำตัวให้ดูเพรียวขึ้น ติดมอเตอร์บนปีกแบบ Push E-cat ของคุณจ้อน และลองใช้กับมอเตอร์ศึกษาภัณฑ์ขับตรงกับใบพัดสามแฉกของศึกษาภัณฑ์ดู ซึ่งก็เป็นการทดลองตามคำแนะนำของคุณ HandyMan เพื่อหาระบบขับเคลื่อนที่เรียบง่าย ราคาถูกครับ

ขอให้สนุกครับ

8 กันยายน 2545

ngoodinja@hotmail.com

แปลนเครื่องบิน P-40

หลังจากปรับแต่ง P-40 จนบินได้เป็นอย่างดีแล้ว ผมจึงวาดแปลนให้เพื่อน ๆ ที่สนใจลองสร้างเล่นครับ ทำด้วยโฟมอัด หนา 3 มิลลิเมตร ทั้งลำ มอเตอร์ใช้ Hyperdash2 หรือเทียบเท่า (โมเองด้วยลวดเบอร์ 30 พัน 35 รอบ) เฟือง 36 ต่อ 8 ใบพัด 6x4 หรือ 7x4 นิ้ว ถ่านมือถือ 750mAH NimH 4 ก้อน บินได้นาน 6 ถึง 10 นาที

 

ขอให้สนุกครับ

21 กันยายน 2545

ngoodinja@hotmail.com